entry นี้เป็นส่วนหนึ่งของโคตรอภิมหาโครงการใหญ่ยักษ์สรรสร้างโดยเหล่าสมาชิก exteen นำโดยโคคอน

โรงเรียนลูกบาศก์ <<click>>

ในหัวข้อ

Cubic School Contest #01 ยามโรงเรียน <<click>>

 

A. ข้อมูลตัวละคร 

รายละเอียดของตัวละครที่ต้องการ

1. ชื่อตัวละคร
สุทธิลักษณ์ ยอดแก้ว ชื่อเล่น ยอด แต่เพื่อนมักเรียกว่า ไอ้สุดยอด

2. อายุ (นับในวันที่ 1 พฤษภาคม)
23 ปี 9 เดือน

3. วันเกิด
19 กรกฎาคม

4. ความสูง
171 ซม. น้ำหนัก 65 กก.

5. รูปพรรณสัณฐาน (ด้วยการบรรยาย)
ใบหน้าสั้น โหนกแก้มนูนเล็กน้อยทำให้ดูเหมือนแก้มตอบ  คิ้วหนาเล็กน้อย  ทรงผมรองทรงแสกกลาง ฟู สีออกน้ำตาลเข้มเพราะโดนแดดมาก  ผิวสาก สีน้ำตาลเข้ม เกรียมแดด  รูปร่างสันทัด กล้ามใหญ่ตามธรรมชาติผู้ใช้แรงงาน
แต่งตัวตามสภาพกระเป๋าตัง  ชุดที่ใหม่ที่สุดคือชุดฟอร์มของโรงงาน
พูดง่ายๆก็คือหนุ่มโรงงานที่เห็นได้ทั่วๆไป

6. ลักษณะนิสัยและพฤติกรรมของตัวละคร (รวมสิ่งที่ชอบและไม่ชอบตรงนี้เลย)
พูดเข้าหูคนเลยเข้ากับคนได้ง่าย ทำอะไรคิดก่อนทำ
ปกติจะทำอะไรเพื่อตัวเอง แต่ถ้าเป็นเรื่องใหญ่จะทำเพื่อคนอื่นก่อน
ลึกๆแล้วใจดี มีน้ำใจ แสดงออกด้วยการกระทำมากกว่าการพูด
ชอบ : ส้มตำ ไก่ย่าง เพลงลูกทุ่ง คนที่ไม่ถือตัว
ไม่ชอบ : การเฉยเมยต่อสิ่งไม่ดี คนเกะกะระราน

7. ความสามารถพิเศษ (ที่ไม่เหนือกฎธรรมชาิติ อันนี้ขอคนธรรมดาครับ)
ไม่มีหรอก
อืมมมม เสแสร้งได้นิดหน่อยล่ะมั้ง ถ้าเทียบกับคนกลุ่มเดียวกันจะรู้จักเลือกวิธีการแสดงออกมากกว่า และก็เดาพฤติกรรมคนเก่ง  ทำให้ดูไว้ใจได้มากกว่าในสายตาคนเมือง
อย่างอื่นก็ ซ่อมรถเป็นนิดหน่อย

8. ประวัติชีวิตของตัวละครโดยสังเขป (เช่นเรียนที่ไหนมา เรียนด้านอะไร ที่บ้านเป็นยังไง)
อยู่กับยายตั้งแต่จำความได้ แม่เข้าไปทำงานในเมืองกรุง
 พออายุได้ 12 ขวบแม่ก็กลับมาพร้อมน้องในท้อง  จบป.6 เลือดรักแม่แรง คิดจะออกมาหางานทำช่วยบ้าน แต่โดนแม่เฆี่ยนจนหลังลายให้กลับไปเรียนต่อ ด้วยความเสียใจบวกกับเจ็บหลังทำให้กลายเป็นเด็กกวนเมือง ขี่(ซ้อน)มอไซค์รบกวนชาวบ้าน  รอดม.3 มาอย่างร่อแร่  พอไม่ได้ไปเย้วๆกับเพื่อนเวรที่โรงเรียนก็คิดได้ว่าบ้านกูมันจน จึงหางานทำไปเรื่อย  พออายุได้ 18 ก็เข้ากรุงมาหางานทำเหมือนกับคนอื่นๆ

9. อื่นๆที่อยากเล่าแต่ไม่มีในหัวข้อ
...เอ่อ ไม่มีมั้ง
 


B. Fic

ย่ำรุ่ง อีกราวๆ 3 ชั่วโมงกว่าพระอาทิตย์จะขึ้น  ข้างอาคารใหม่ขนาดย่อมในรั่วกำแพงที่ดูใหม่พอกัน ชายหนุ่มคนหนึ่งนั่งอยู่หน้ากองขี้เถ้ากองใหญ่ที่ยังมีไฟประทุอยุ่ภายใน  นานๆทีเขาจะลุกเอาแท่งเหล็กในมือไปเขี่ยๆกองไฟนั่นสักทีหนึ่ง ก่อนจะตักน้ำในถังข้างตัวราดใส่ทำให้ควันไฟตลบแรงขึ้นชั่วครู่ ก่อนจะบางลงเหมือนเดิม

ชายหนุ่มเอามือลูบหน้ากร้านแดดที่มีหนวดเคราบางๆก่อนจะสะบัดข้อมือขึ้นดูเวลา  นาฬิกาข้อมือโลหะเปื้อนคราบเขม่าบนแขนที่มีครีมสีขาวทาอยู่เป็นหย่อมๆบอกเวลาสามทุ่มกว่า

"เออว่ะ มันเสียตั้งแต่ตอนนั้นแล้วนี่หว่า.." เขาพึมพำ

ชายหนุ่มคิดย้อนถึงสิ่งที่เกิดขึ้น มีอะไรเกิดขึ้นมากมายซะจริง ไอ้ที่ทำให้เขามานั่งอยู่ตรงนี้แบบนี้ มันเริ่มตั้งแต่เช้าเมื่อวานล่ะมั้ง...




วันนั้นเป็นวันแรงงาน แล้วผู้ใช้แรงงานเช่นเขาก็ทำเหมือนๆกับที่ผู้ใช้แรงงานทุกคนทำกันในวันแรงงาน คือรวมตัวขอขึ้นค่าแรง  ไอ้สหะเป้นตัวตั้งตัวตีเช่นเดียวกับทุกครั้งที่มีกิจกรรมของโรงงาน จะว่าไปแผนของมันก็ดีใช้ได้อยู่ มารวมกัน 8 โมงเช้า นั่งเข้าแถวหน้าโรงงานเป็นระเบียบเพื่อให้เฮียเม้งเจ้าของโรงงานรู้ว่ามาด้วยสันติวิธี ก่อนจะส่งตัวแทนพร้อมข้อเรียกร้องที่พวกเราคนที่ฉลาดๆหน่อยช่วยกันแต่งประโยคที่ดูเป็นทางการพิมพ์ใส่กระดาษอย่างดี แล้วหลังจากนั้นสิ่งเดียวที่ต้องทำก็คือรอ

แต่เฮียเม้งมาเหนือกว่านั้น ต้องเรียกว่ามาเหนือเมฆ  เฮียเม้งเดินขึ้นไปบนหลังคารถบรรทุกเวทีชั่วคราวของพวกเราแล้วเริ่มประกาศยาวเหยียด ที่ผมพอจะจำได้ก็มีปฏิวัติรัฐบาล ค่าเงินดอล ราคาน้ำมันโลก สุดท้ายเฮียก็จบถ้อยแถลงลงตรงที่ว่า...

"...ผมจึงจำเป็นต้องปิดโรงงานแห่งนี้ลง"

มีเสียงตะโกนโวยวาย ไอ้สหะกระโดดขึ้นไปบนเวทีบอกให้ทุกคนอยู่ในความสงบ โรงงานจะจ่ายค่าชดเชยให้แน่นอน  ผมเดินเข้าแถวไปรับเงินได้ก้อนสุดท้ายนั้นอย่างงงๆ แล้วเดินออกมานอกโรงงานพร้อมๆกับทุกคน

หลังจากนั้นผมก็จำไม่ค่อยได้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง พอรู้ว่าตกงานหัวมันหมุนไปหมด  ผมเดินเรื่อยเปื่อยไม่มีจุดหมาย ต้องหางานใหม่ ต้องหางานทำ แต่วันนี้วันหยุดนี่หว่า แล้วกูจะทำยังไงดี กูจะทำยังไง ทำยังไง

ผมเดินไปถึงที่ไหนก็ไม่รู้ รอบๆตัวดูไม่ค่อยคุ้นตาเลย ผมดูนาฬิกา ทุ่มกว่าแล้ว ท้องผมเริ่มร้อง ความหิวทำให้สติผมกลับมา ทั้งๆที่คืนนี้น่าจะได้ฉลองกันยันเช้าแท้ๆ แต่ผมกลับมาเดินหลงทางอยู่ที่ๆไม่รู้จัก สวรรค์เล่นตลกจริงโว้ย!

ผมได้ยินเสียงคนเฮฮาออกมาจากหลังกำแพงริมฟุตบาทที่เดินอยู่ นี่คงเป็นโรงงานที่คนงานขอขึ้นค่าแรงสำเร็จ แล้วคนงานพวกนั้นก็กำลังฉลองกันอยู่  ดีล่ะเว้ย ไปขอกินฟรีดีกว่า อย่างน้อยจะได้ประหยัดค่าข้าวไปอีกวัน เผลอๆจะได้งานใหม่ที่นี่ด้วยก็ไม่แน่

ผมเดินวนจนเจอทางเข้า ป้อมยามหลังประตูรั้วดูใหม่มาก เหมือนเพิ่งสร้างมาไม่นาน ในป้อมไม่มียามอยู่ ยามคงไปเมากะเค้าด้วยเหมือนกัน ทีแรกผมคิดอย่างนั้น แต่พื้นที่หลังกำแพงที่ไม่กว้างอย่างที่คิด กับอาคารที่ดูใหม่พอๆกันกับป้อมยามที่ดูยังไงก็เป็นอาคารเรียนทำให้ผมเริ่มไม่แน่ใจ

"ว้าย!"

เสียงกรื๊ดของผู้หญิงดังขึ้นมาท่ามกลางเสียงคนกลุ่มนั้น ทางเดียวกับต้นเสียงมีแสงไฟสีส้มเรืองออกมา  ผมขมวดคิ้ว เริ่มก้าวยาวๆไปในทางนั้น นี่มันไม่ใช่งานเลี้ยงแล้วโว้ย!  เมื่อเข้าไปใกล้ผมเริ่มได้กลิ่นเหม็นไหม้โชยมากับลมอ่อนๆ  ไอ้เหี้ยเอ๊ย! ผมเปลี่ยนจากจ้ำเป็นวิ่งไปทางที่แสงสีส้มแดงที่พริ้วไหวทาบทับอาคารในความมืด

เมื่อเลี้ยวไปหลังกำแพง สิ่งที่ผมเห็นกลับเป็นเด็กกลุ่มนึงนั่งล้อมรอบกองไฟเล็กๆ  เด็กผู้ชายทางซ้ายผิวสีน้ำตาลเข้มตัวใหญ่ล่ำ ดูเป็นเด็กบ้านๆ  แต่เด็กผู้หญิงตรงกลางที่หลับตาปี๋ดูดนิ้วอยู่ กับเด็กชายอีกคนทางขวาดูเป็นเด็กในโรงเรียนพวกที่ค่าเทอมแพงๆ

สี้หน้าของเด็กผู้ชายทางขวาบอกว่าทั้งไม่ไว้ใจทั้งกลัวอย่างเห็นได้ชัด  เด็กพวกนี้ก็เป็นอย่างนี้ล่ะวะ  แค่เห็นคนที่ดูบ้านนอกๆหน่อยก็ตั้งแง่รังเกียจกันซะแล้ว หาว่าเป็นผู้ร้ายบ้างคนไม่ดีบ้าง  เด็กคนนี้อาจจะกำลังคิดว่าถ้าผมทำร้ายเขาจะสู้ผมได้รึเปล่าก็ได้ล่ะมั้ง  ซึ่งอาการแบบนั้นทำให้ผมเลือกจะคุยกับเด็กทางซ้าย

"มาทำอะไรในโรงเรียนค่ำๆแบบนี้น่ะน้อง" ผมถามท่าทางสบายๆ ทำให้เด็กผู้หญิงที่เพิ่งรู้ตัวว่ามีคนมาเพิ่มลืมตาขึ้นมอง และก็ทำให้เด็กผู้ชายทางขวายิ่งทำหน้าเคียดเข้าไปใหญ่ กำไม้กลองในมือแน่น

"พวกเราจะไปค่ายกันครับ ค่ายดอยแตะเมฆ"" อย่างที่ผมคิดไว้ เด็กชายทางซ้ายตอบกลับมาอย่างร่าเริง  "แล้วพี่มาทำอะไรในโรงเรียนครับ เป็นผู้ปกครองของเพื่อนผมคนไหนเหรอ" แถมยังชวนคุยกลับด้วย

"เปล่า พี่ได้ยินเสียงคนร้อง เมื่อกี๊น้องร้องเหรอ" ผมหันไปทางเด็กหญิงตรงกลาง

"ค่ะ คือว่า" เด็กผู้หญิงชูนิ้วชี้ที่ดูดอยู่ขึ้นมา "ไฟมันลวกอะค่ะ"

"โธ่ ก็เห็นตะโกนซะดัง นึกว่ามีเรื่องอะไรร้ายแรง" ผมส่ายหัวเล็กๆ เด็กผู้หญิงทำหน้าเจื่อนๆ หัวเราะแหะๆ แว่นที่ใส่อยู่สะท้อนแสงจากกองไฟ  จะว่าไป ไฟนี่เด็กผู้ชายทางซ้ายคงก่อขึ้นมาเล่นกันล่ะมั้ง

"เมื่อกี๊ว่าจะไปเที่ยวกัน คงมียาสีฟันใช่มั้ย เอามาทาสิมันจะดูดความร้อนออก" เด็กผู้หญิงได้ยินอย่างนั้นก็หันไปค้นกระเป๋าใบโตข้างตัวทันที  "เอาแบบสีขาวจะดีกว่านะ พวกเจลใสหรือสมุนไพรสีน้ำตาลมันไม่ค่อยได้ผลเท่าไร" ผมแนะเพิ่ม และสังเกตเห็นว่าสีหน้าของเด็กทางขวาผ่อนคลายลงนิดหน่อย

"แล้วไปกัน 3 คน ค่ำๆอย่างนี้เนี่ยนะ จะไปยังไง" ผมขยับเข้าไปใกล้แล้วนั่งลงยองๆ หันไปถามเด็กทางซ้าย  พอดูใกล้ๆแล้วเด็กคนนี้น่าจะสูงกว่าผมซะอีก ตัวก็ถึกยังกะควาย แต่สีผิวของผมยังดูจะเข้มกว่าหน่อย

"ไปกันเยอะครับ ไปกันเกือบทั้งห้องเลย เราจะนั่งรถทัวร์ไปกัน"

"นี่ก็สายแล้วล่ะค่ะ แต่ทุกคนยังไม่มากันเลย" เด็กผู้หญิงที่ตอนนี้ปลายนิ้วชี้มือขวากลายเป็นสีขาวทำหน้ามุ่ย  "นี่หนูมารอตั้งชั่วโมงได้แล้วมั้ง"

"เหรอ..." ผมหันไปรอบๆ "เอางี้ เดี๋ยวพี่จะรอเป็นเพื่อนแล้วกันเนอะ เด็กๆอยู่กันเองมันอันตราย"

ว่าแล้วผมก็นั่งลง เงยหน้าขึ้น ยิ้มกว้าง แล้วก็ถาม "ว่าแต่มีอะไรกินมั่งมั้ย เนี่ย พี่ยังไม่ได้กินข้าวเลย จะไปหาอะไรกินก็กลัวว่าไม่อยู่ดูแล้วน้องๆจะเป็นอะไร" ผมแกล้งทำหน้าลำบากใจ

ได้ผล ทั้งสามคนหัวเราะออกมา แล้วเด็กผู้หญิงก็ยื่นถุงขนมที่กินค้างไว้มาให้ผม  ทีนี้ก็ประหยัดค่าข้าวได้แล้วล่ะวะ หึหึหึ


เรานั่งคุยกันสัพเพเหระ เรื่องนั่นเรื่องนี่ไปเรื่อย  เด็กทางซ้ายที่บอกผมว่าชื่อภูมิเล่าว่าหัดจุดไฟจนเป็นมาตั้งแต่เด็ก และชี้ให้ดูว่าไม้ที่จุดไฟเอามาจากเพิงก่อสร้าง  ผมมองตามไปและเห็นห้องเล็กๆที่กระกอบขึ้นจากเศษไม้และแผ่นสังกะสี ข้างๆกันนั้นมีที่ทิ้งขยะซึ่งอยู่ข้างก๊อกน้ำหลังอาคารเรียนอีกที  ภูมิเล่าเรื่องทะเล เรื่องชายหาด  ส่วนผมก็เล่าถึงไอ้ถึก ควายที่บ้านว่ามันมีลูกที่มันแอบไปเย่อควายข้างบ้านจนท้อง แต่ลูกมันดันวิ่งเร็วจนเป็นแชมป์วิ่งควายปีที่แล้วซะฉิบ  ลัก เด็กชายที่ตอนแรกดูจะไม่ไว้ใจผม เริ่มเอาไม้กลองในมือเคาะนู่นเคาะนี่เป็นจังหวะ เอ้อ... ลักมันเรียกไม้กลองนั่นว่าอะไรผมก็จำไม่ได้แล้วล่ะ ภาษาอังกฤษฟังยากๆไม่รู้เรื่อง  ผมขอให้เล่นเพลงเพราะๆให้น้องฟาร์มร้องเพลงคลอซะหน่อย และยาวไปเรื่อยจนผมลุกขึ้นเต้นสามช่า ร้องเพลงลูกทุ่งเพลงโปรดลั่นโรงเรียน

ระหว่างที่ฟาร์มกำลังเล่าถึงร่มคันที่เลือกมาเพื่อไปเที่ยวครั้งนี้โดยเฉพาะ ภูมิที่กลับมาจากล้างหน้า...ครั้งที่ 9 หรือ 10 ได้แล้ว ก็ถามผมว่าทำงานที่ไหน

"เอ้อ..." ผมไม่รู้จะเริ่มยังไง แต่เอาเถอะ บอกไปมันจะเป็นอะไร

"พี่ไม่มีงานทำหรอก"

"คือ...พี่ตกงานน่ะ โรงงานมันปิด เพิ่งโดนไล่ออกมาเมื่อบ่าย"

ฟาร์มหยุดพูดถึงใบร่มลายพลางที่ทำจากวัสดุธรรมชาติของเธอ  ลักหยุดเคาะไม้กลอง  หน้ายิ้มๆของภูมิเองก็จางลงเล็กน้อย   ทุกคนหันความสนใจมาที่ผม

"ตลกดีเนอะ ตกงานในวันแรงงานเหนี่ย" ผมหัวเราะเฮอะๆ พยายามพูดให้ตลก

"เอ๋?" ฟาร์