Cubic School : การบ้านที่ 1A

posted on 26 May 2008 17:58 by nidlittle  in CubicSchool

entry นี้เป็นส่วนหนึ่งของโคตรอภิมหาโครงการใหญ่ยักษ์สรรสร้างโดยเหล่าสมาชิก exteen นำโดยโคคอน

โรงเรียนลูกบาศก์ <link>

ในหัวข้อ

ประกาศผล CSC#01 ยามโรงเรียน <link>

ขอบคุณทุกคนที่โหวตให้ไอ้สุดยอดของกระผม m(_ _)m
ขอบคุณทุกคอมเมนต์ฟิค ถ้ามีเขียนฟิคคราวหน้า(ถ้ามีอะนะ เอิ้กๆ)จะนำมาปรับปรุงครับ
จะพยายามอัพเดทบ่อยๆ ไม่ดองบลอก ไม่ดองการบ้านนะครับ


การบ้านที่ 1A
(ส่วนที่ขีดฆ่าคือข้อมูลเก่านะครับ)

1. ชื่อจริง / นามสกุล / (ชื่อเล่น)

สุทธิลักษณ์ ยอดแก้ว ชื่อเล่น ยอด แต่เพื่อนมักเรียกว่า ไอ้สุดยอด

2. อายุ
23 ปี 9 เดือน 24 ปี

3. วันเกิด (ไม่ต้องบอกปี เพราะยังไงพวกนี้จะโดนหยุดเวลาอยู่แล้ว)
19 กรกฎาคม

4. เพศ (ชาย / หญิง / อื่นๆ)
ชายทั้งดุ้น เอ๊ย ทั้งแท่ง

5. ความสูง (ซม.) (จำเป็นต่อการวาดในอนาคต)
171 ซม.

6. รูปพรรณสัณฐาน (ภาพวาดหรือบรรยายก็ได้ - หรือภาพถ่ายคนที่อยากใช้เป็นแนวทางก็ยิ่งดี)
ใบหน้าสั้น โหนกแก้มนูนเล็กน้อยทำให้ดูเหมือนแก้มตอบ คิ้วหนาเล็กน้อย ทรงผมรองทรงแสกกลาง ฟู สีออกน้ำตาลเข้มเพราะโดนแดดมาก ผิวสาก สีน้ำตาลเข้ม เกรียมแดด รูปร่างสันทัด กล้ามใหญ่ตามธรรมชาติผู้ใช้แรงงาน
แต่งตัวตามสภาพกระเป๋าตัง ชุดที่ใหม่ที่สุดคือชุดฟอร์มของโรงงาน พูดง่ายๆก็คือหนุ่มโรงงานที่เห็นได้ทั่วๆไป
ปกติใส่ชุดยาม เพราะหน้าที่บังคับให้ใส่ได้ชุดเดียว โห่ ฮูย ผอ.โหดร้าย
**EDIT** ใส่ชุดยามตอนกลางวันวันธรรมดา กลางคืนเป็นเสื้อยืดกางเกงบอลหรือกางเกงขาสั้น วันหยุดเป็นกางเกงยีนส์  ขอบคุณผอ.ใจดี

อยากวาดรูปประกอบนะ แต่ไม่สามารถ เพราะเจ้าของบลอกวาดหน้าคนอีสานไม่เป็น :P

**EDIT** ลองวาดมาแล้ว โอวว ไม่ได้ดั่งใจ แต่ก็จะคล้ายๆงี้ล่ะ

(ขอเครื่องแบบพนักงานที่คุณอยากใส่ด้วย ไม่งั้นผมจะเลือกเองนะ)

เสื้อยาม กางเกงยาม เนคไทยาม รองเท้ายาม เข็มขัดยาม กระบองยาม ไฟฉายยาม
ใครไม่เคยเห็นโทรเรียก 191 เรียกตำรวจมาดูไปพลางๆได้ คล้ายๆกัน แต่ไม่มีหมวก
เสื้อ-กางเกงสีน้ำเงินเข้ม พอดีตัว เข้ารูป เนคไทสีดำ
แจคเก็ตบุขนสีเดียวกัน เอาไว้ใส่ตอนกลางคืนหรือตอนซักเสื้อ

**EDIT**
แบบเต็มยศ สังเกตว่ารัดติ้ว เจ้าตัวคิดว่าชุดนี้เท่ห์มากกก


แบบกลางคืน



7. ลักษณะนิสัยและพฤติกรรมต่างๆของตัวละคร
พูดเข้าหูคนเลยเข้ากับคนได้ง่าย ทำอะไรคิดก่อนทำ
ปกติจะทำอะไรเพื่อตัวเอง แต่ถ้าเป็นเรื่องใหญ่จะทำเพื่อคนอื่นก่อน
ลึกๆแล้วใจดี มีน้ำใจ แสดงออกด้วยการกระทำมากกว่าการพูด

8. สิ่งที่ชอบ
ส้มตำ ไก่ย่าง เพลงลูกทุ่ง คนที่ไม่ถือตัว

9. สิ่งที่เกลียด,กลัว
ไม่ถึงขั้นเกลียด แค่ไม่ชอบการเฉยเมยต่อสิ่งไม่ดี หรือคนเกะกะระราน

10. งานอดิเรก
ฟังวิทยุคลื่นลูกทุ่งมหานคร

11. หน้าที่ในโรงเรียน (อันนี้ตามที่ได้แหละ)
ยาม แต่ถ้าเรียกว่า Security Guard จะดีใจมาก

12. งานหลักที่ทำในโรงเรียน (ขยายความการทำงานในหน้าที่ของคุณ)
ตื่นนอนประมาณตี 5 อาบน้ำแต่งตัว
นั่งยามทั้งวัน เดินไปนู่นไปนี่บ้างนานๆที แล้วจะเรียกคนว่างๆแถวๆนั้นมานั่งยามแทน
ประมาณ 3 ทุ่ม อาบน้ำ นอนยาม

13. งานเสริมที่ทำในโรงเรียน (อยากช่วยอะไรนอกจากงานหลักก็บอกได้)
ช่วยทำนู่นทำนี่เวลาว่างๆตอนกลางวัน ถ้ายังอยู่ในบริเวณที่เห็นประตูหน้าไม่มีเกี่ยง

14. ความสามารถพิเศษ (มีประโยชน์ในการต่อเรื่องราวให้ตัวละคร)
ไม่มีหรอก
อืมมมม เสแสร้งได้นิดหน่อยล่ะมั้ง ถ้าเทียบกับคนกลุ่มเดียวกันจะรู้จักเลือกวิธีการแสดงออกมากกว่า และก็เดาพฤติกรรมคนเก่ง ทำให้ดูไว้ใจได้มากกว่าในสายตาคนเมือง
อย่างอื่นก็ ซ่อมรถเป็นนิดหน่อย

15. อาหารที่ชอบ (อันนี้ให้มาบอกตรงนี้ เพราะพนักงานไปโหวตอาหารไม่ได้)
ส้มตำ ไก่ย่าง

16. ลักษณะคนที่จะเป็นเพื่อนได้
คบได้หมด แต่ถ้าตอนที่เจอกันครั้งแรกแสดงท่าทีรังเกียจอาจจะติดไว้ในใจนิดนึง

17. ลักษณะคนที่ไม่ถูกชะตา
คนเกะกะระราน คนเย่อหยิ่งถือตัว

18. เสป็กในดวงใจ(ซึ่งไม่จำเป็นต้องเพศตรงข้ามนะ แล้วแต่รสนิยม)
ถ้าดูภายนอกก็ต้องขาว สวย อึ๋ม ลูกครึ่ง นิสัยไม่ต้องพูดถึง!!!
เอาเข้าจริง หน้าตาขอแค่ไปวัดไปวาได้ นิสัยง่ายๆ คุยกันได้ทุกเรื่องก็พอแล้ว

ที่จริงยอดไม่ค่อยจะสนใจเรื่องความรักเท่าไร อารมณ์ว่าถ้าไม่ได้รู้จักกันเป็นเวลานานจริงๆ ก็ไม่รู้หรอกว่าชอบเค้าอยู่

19. อื่นๆ อยากเล่าอะไรเกี่ยวกับตัวละครนี้ก็บอกมาเลย
ยังนึกไม่ออก - -'

20. แนบลิงค์เอนทรี่ที่ส่งประกวดมาด้วย (จะได้มีวีรกรรมประกอบ)
http://nidlittle.exteen.com/20080513/cubic-school-contest-01


**EDIT**
เพิ่มรูป ขอบคุณ spiralferret สำหรับแนวทางการวาด ถึงออกมาจะดูไม่เหมือนก็เหอะ 555
รูปถ่ายด้วยกล้อง เลยไม่ค่อยชัด

ตอบ ผอ.
คิดว่าจะแปะรูปเพิ่มน่ะ เลยยังไม่แจ้งไปที่บลอกโรงเรียน โทดที - -"


แถม

ลัคที่บังเอิญเดินผ่านมา...

edit @ 27 May 2008 17:04:11 by LiTTLe

Minesweeper ทำได้ละเว่ย~

posted on 20 May 2008 16:38 by nidlittle  in BlahBlahBlah

ทำได้แล้วๆ



v
v
v
v
v

36 seconds before....

v
v
v
v
v








Minesweeper No Flags~~~

ทำได้ละเว่ย~






ว่างงานจังเนอะ

entry นี้เป็นส่วนหนึ่งของโคตรอภิมหาโครงการใหญ่ยักษ์สรรสร้างโดยเหล่าสมาชิก exteen นำโดยโคคอน

โรงเรียนลูกบาศก์ <<click>>

ในหัวข้อ

Cubic School Contest #01 ยามโรงเรียน <<click>>

 

A. ข้อมูลตัวละคร 

รายละเอียดของตัวละครที่ต้องการ

1. ชื่อตัวละคร
สุทธิลักษณ์ ยอดแก้ว ชื่อเล่น ยอด แต่เพื่อนมักเรียกว่า ไอ้สุดยอด

2. อายุ (นับในวันที่ 1 พฤษภาคม)
23 ปี 9 เดือน

3. วันเกิด
19 กรกฎาคม

4. ความสูง
171 ซม. น้ำหนัก 65 กก.

5. รูปพรรณสัณฐาน (ด้วยการบรรยาย)
ใบหน้าสั้น โหนกแก้มนูนเล็กน้อยทำให้ดูเหมือนแก้มตอบ  คิ้วหนาเล็กน้อย  ทรงผมรองทรงแสกกลาง ฟู สีออกน้ำตาลเข้มเพราะโดนแดดมาก  ผิวสาก สีน้ำตาลเข้ม เกรียมแดด  รูปร่างสันทัด กล้ามใหญ่ตามธรรมชาติผู้ใช้แรงงาน
แต่งตัวตามสภาพกระเป๋าตัง  ชุดที่ใหม่ที่สุดคือชุดฟอร์มของโรงงาน
พูดง่ายๆก็คือหนุ่มโรงงานที่เห็นได้ทั่วๆไป

6. ลักษณะนิสัยและพฤติกรรมของตัวละคร (รวมสิ่งที่ชอบและไม่ชอบตรงนี้เลย)
พูดเข้าหูคนเลยเข้ากับคนได้ง่าย ทำอะไรคิดก่อนทำ
ปกติจะทำอะไรเพื่อตัวเอง แต่ถ้าเป็นเรื่องใหญ่จะทำเพื่อคนอื่นก่อน
ลึกๆแล้วใจดี มีน้ำใจ แสดงออกด้วยการกระทำมากกว่าการพูด
ชอบ : ส้มตำ ไก่ย่าง เพลงลูกทุ่ง คนที่ไม่ถือตัว
ไม่ชอบ : การเฉยเมยต่อสิ่งไม่ดี คนเกะกะระราน

7. ความสามารถพิเศษ (ที่ไม่เหนือกฎธรรมชาิติ อันนี้ขอคนธรรมดาครับ)
ไม่มีหรอก
อืมมมม เสแสร้งได้นิดหน่อยล่ะมั้ง ถ้าเทียบกับคนกลุ่มเดียวกันจะรู้จักเลือกวิธีการแสดงออกมากกว่า และก็เดาพฤติกรรมคนเก่ง  ทำให้ดูไว้ใจได้มากกว่าในสายตาคนเมือง
อย่างอื่นก็ ซ่อมรถเป็นนิดหน่อย

8. ประวัติชีวิตของตัวละครโดยสังเขป (เช่นเรียนที่ไหนมา เรียนด้านอะไร ที่บ้านเป็นยังไง)
อยู่กับยายตั้งแต่จำความได้ แม่เข้าไปทำงานในเมืองกรุง
 พออายุได้ 12 ขวบแม่ก็กลับมาพร้อมน้องในท้อง  จบป.6 เลือดรักแม่แรง คิดจะออกมาหางานทำช่วยบ้าน แต่โดนแม่เฆี่ยนจนหลังลายให้กลับไปเรียนต่อ ด้วยความเสียใจบวกกับเจ็บหลังทำให้กลายเป็นเด็กกวนเมือง ขี่(ซ้อน)มอไซค์รบกวนชาวบ้าน  รอดม.3 มาอย่างร่อแร่  พอไม่ได้ไปเย้วๆกับเพื่อนเวรที่โรงเรียนก็คิดได้ว่าบ้านกูมันจน จึงหางานทำไปเรื่อย  พออายุได้ 18 ก็เข้ากรุงมาหางานทำเหมือนกับคนอื่นๆ

9. อื่นๆที่อยากเล่าแต่ไม่มีในหัวข้อ
...เอ่อ ไม่มีมั้ง
 


B. Fic

ย่ำรุ่ง อีกราวๆ 3 ชั่วโมงกว่าพระอาทิตย์จะขึ้น  ข้างอาคารใหม่ขนาดย่อมในรั่วกำแพงที่ดูใหม่พอกัน ชายหนุ่มคนหนึ่งนั่งอยู่หน้ากองขี้เถ้ากองใหญ่ที่ยังมีไฟประทุอยุ่ภายใน  นานๆทีเขาจะลุกเอาแท่งเหล็กในมือไปเขี่ยๆกองไฟนั่นสักทีหนึ่ง ก่อนจะตักน้ำในถังข้างตัวราดใส่ทำให้ควันไฟตลบแรงขึ้นชั่วครู่ ก่อนจะบางลงเหมือนเดิม

ชายหนุ่มเอามือลูบหน้ากร้านแดดที่มีหนวดเคราบางๆก่อนจะสะบัดข้อมือขึ้นดูเวลา  นาฬิกาข้อมือโลหะเปื้อนคราบเขม่าบนแขนที่มีครีมสีขาวทาอยู่เป็นหย่อมๆบอกเวลาสามทุ่มกว่า

"เออว่ะ มันเสียตั้งแต่ตอนนั้นแล้วนี่หว่า.." เขาพึมพำ

ชายหนุ่มคิดย้อนถึงสิ่งที่เกิดขึ้น มีอะไรเกิดขึ้นมากมายซะจริง ไอ้ที่ทำให้เขามานั่งอยู่ตรงนี้แบบนี้ มันเริ่มตั้งแต่เช้าเมื่อวานล่ะมั้ง...




วันนั้นเป็นวันแรงงาน แล้วผู้ใช้แรงงานเช่นเขาก็ทำเหมือนๆกับที่ผู้ใช้แรงงานทุกคนทำกันในวันแรงงาน คือรวมตัวขอขึ้นค่าแรง  ไอ้สหะเป้นตัวตั้งตัวตีเช่นเดียวกับทุกครั้งที่มีกิจกรรมของโรงงาน จะว่าไปแผนของมันก็ดีใช้ได้อยู่ มารวมกัน 8 โมงเช้า นั่งเข้าแถวหน้าโรงงานเป็นระเบียบเพื่อให้เฮียเม้งเจ้าของโรงงานรู้ว่ามาด้วยสันติวิธี ก่อนจะส่งตัวแทนพร้อมข้อเรียกร้องที่พวกเราคนที่ฉลาดๆหน่อยช่วยกันแต่งประโยคที่ดูเป็นทางการพิมพ์ใส่กระดาษอย่างดี แล้วหลังจากนั้นสิ่งเดียวที่ต้องทำก็คือรอ

แต่เฮียเม้งมาเหนือกว่านั้น ต้องเรียกว่ามาเหนือเมฆ  เฮียเม้งเดินขึ้นไปบนหลังคารถบรรทุกเวทีชั่วคราวของพวกเราแล้วเริ่มประกาศยาวเหยียด ที่ผมพอจะจำได้ก็มีปฏิวัติรัฐบาล ค่าเงินดอล ราคาน้ำมันโลก สุดท้ายเฮียก็จบถ้อยแถลงลงตรงที่ว่า...

"...ผมจึงจำเป็นต้องปิดโรงงานแห่งนี้ลง"

มีเสียงตะโกนโวยวาย ไอ้สหะกระโดดขึ้นไปบนเวทีบอกให้ทุกคนอยู่ในความสงบ โรงงานจะจ่ายค่าชดเชยให้แน่นอน  ผมเดินเข้าแถวไปรับเงินได้ก้อนสุดท้ายนั้นอย่างงงๆ แล้วเดินออกมานอกโรงงานพร้อมๆกับทุกคน

หลังจากนั้นผมก็จำไม่ค่อยได้แล้วว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง พอรู้ว่าตกงานหัวมันหมุนไปหมด  ผมเดินเรื่อยเปื่อยไม่มีจุดหมาย ต้องหางานใหม่ ต้องหางานทำ แต่วันนี้วันหยุดนี่หว่า แล้วกูจะทำยังไงดี กูจะทำยังไง ทำยังไง

ผมเดินไปถึงที่ไหนก็ไม่รู้ รอบๆตัวดูไม่ค่อยคุ้นตาเลย ผมดูนาฬิกา ทุ่มกว่าแล้ว ท้องผมเริ่มร้อง ความหิวทำให้สติผมกลับมา ทั้งๆที่คืนนี้น่าจะได้ฉลองกันยันเช้าแท้ๆ แต่ผมกลับมาเดินหลงทางอยู่ที่ๆไม่รู้จัก สวรรค์เล่นตลกจริงโว้ย!

ผมได้ยินเสียงคนเฮฮาออกมาจากหลังกำแพงริมฟุตบาทที่เดินอยู่ นี่คงเป็นโรงงานที่คนงานขอขึ้นค่าแรงสำเร็จ แล้วคนงานพวกนั้นก็กำลังฉลองกันอยู่  ดีล่ะเว้ย ไปขอกินฟรีดีกว่า อย่างน้อยจะได้ประหยัดค่าข้าวไปอีกวัน เผลอๆจะได้งานใหม่ที่นี่ด้วยก็ไม่แน่

ผมเดินวนจนเจอทางเข้า ป้อมยามหลังประตูรั้วดูใหม่มาก เหมือนเพิ่งสร้างมาไม่นาน ในป้อมไม่มียามอยู่ ยามคงไปเมากะเค้าด้วยเหมือนกัน ทีแรกผมคิดอย่างนั้น แต่พื้นที่หลังกำแพงที่ไม่กว้างอย่างที่คิด กับอาคารที่ดูใหม่พอๆกันกับป้อมยามที่ดูยังไงก็เป็นอาคารเรียนทำให้ผมเริ่มไม่แน่ใจ

"ว้าย!"

เสียงกรื๊ดของผู้หญิงดังขึ้นมาท่ามกลางเสียงคนกลุ่มนั้น ทางเดียวกับต้นเสียงมีแสงไฟสีส้มเรืองออกมา  ผมขมวดคิ้ว เริ่มก้าวยาวๆไปในทางนั้น นี่มันไม่ใช่งานเลี้ยงแล้วโว้ย!  เมื่อเข้าไปใกล้ผมเริ่มได้กลิ่นเหม็นไหม้โชยมากับลมอ่อนๆ  ไอ้เหี้ยเอ๊ย! ผมเปลี่ยนจากจ้ำเป็นวิ่งไปทางที่แสงสีส้มแดงที่พริ้วไหวทาบทับอาคารในความมืด

เมื่อเลี้ยวไปหลังกำแพง สิ่งที่ผมเห็นกลับเป็นเด็กกลุ่มนึงนั่งล้อมรอบกองไฟเล็กๆ  เด็กผู้ชายทางซ้ายผิวสีน้ำตาลเข้มตัวใหญ่ล่ำ ดูเป็นเด็กบ้านๆ  แต่เด็กผู้หญิงตรงกลางที่หลับตาปี๋ดูดนิ้วอยู่ กับเด็กชายอีกคนทางขวาดูเป็นเด็กในโรงเรียนพวกที่ค่าเทอมแพงๆ

สี้หน้าของเด็กผู้ชายทางขวาบอกว่าทั้งไม่ไว้ใจทั้งกลัวอย่างเห็นได้ชัด  เด็กพวกนี้ก็เป็นอย่างนี้ล่ะวะ  แค่เห็นคนที่ดูบ้านนอกๆหน่อยก็ตั้งแง่รังเกียจกันซะแล้ว หาว่าเป็นผู้ร้ายบ้างคนไม่ดีบ้าง  เด็กคนนี้อาจจะกำลังคิดว่าถ้าผมทำร้ายเขาจะสู้ผมได้รึเปล่าก็ได้ล่ะมั้ง  ซึ่งอาการแบบนั้นทำให้ผมเลือกจะคุยกับเด็กทางซ้าย

"มาทำอะไรในโรงเรียนค่ำๆแบบนี้น่ะน้อง" ผมถามท่าทางสบายๆ ทำให้เด็กผู้หญิงที่เพิ่งรู้ตัวว่ามีคนมาเพิ่มลืมตาขึ้นมอง และก็ทำให้เด็กผู้ชายทางขวายิ่งทำหน้าเคียดเข้าไปใหญ่ กำไม้กลองในมือแน่น

"พวกเราจะไปค่ายกันครับ ค่ายดอยแตะเมฆ"" อย่างที่ผมคิดไว้ เด็กชายทางซ้ายตอบกลับมาอย่างร่าเริง  "แล้วพี่มาทำอะไรในโรงเรียนครับ เป็นผู้ปกครองของเพื่อนผมคนไหนเหรอ" แถมยังชวนคุยกลับด้วย

"เปล่า พี่ได้ยินเสียงคนร้อง เมื่อกี๊น้องร้องเหรอ" ผมหันไปทางเด็กหญิงตรงกลาง

"ค่ะ คือว่า" เด็กผู้หญิงชูนิ้วชี้ที่ดูดอยู่ขึ้นมา "ไฟมันลวกอะค่ะ"

"โธ่ ก็เห็นตะโกนซะดัง นึกว่ามีเรื่องอะไรร้ายแรง" ผมส่ายหัวเล็กๆ เด็กผู้หญิงทำหน้าเจื่อนๆ หัวเราะแหะๆ แว่นที่ใส่อยู่สะท้อนแสงจากกองไฟ  จะว่าไป ไฟนี่เด็กผู้ชายทางซ้ายคงก่อขึ้นมาเล่นกันล่ะมั้ง

"เมื่อกี๊ว่าจะไปเที่ยวกัน คงมียาสีฟันใช่มั้ย เอามาทาสิมันจะดูดความร้อนออก" เด็กผู้หญิงได้ยินอย่างนั้นก็หันไปค้นกระเป๋าใบโตข้างตัวทันที  "เอาแบบสีขาวจะดีกว่านะ พวกเจลใสหรือสมุนไพรสีน้ำตาลมันไม่ค่อยได้ผลเท่าไร" ผมแนะเพิ่ม และสังเกตเห็นว่าสีหน้าของเด็กทางขวาผ่อนคลายลงนิดหน่อย

"แล้วไปกัน 3 คน ค่ำๆอย่างนี้เนี่ยนะ จะไปยังไง" ผมขยับเข้าไปใกล้แล้วนั่งลงยองๆ หันไปถามเด็กทางซ้าย  พอดูใกล้ๆแล้วเด็กคนนี้น่าจะสูงกว่าผมซะอีก ตัวก็ถึกยังกะควาย แต่สีผิวของผมยังดูจะเข้มกว่าหน่อย

"ไปกันเยอะครับ ไปกันเกือบทั้งห้องเลย เราจะนั่งรถทัวร์ไปกัน"

"นี่ก็สายแล้วล่ะค่ะ แต่ทุกคนยังไม่มากันเลย" เด็กผู้หญิงที่ตอนนี้ปลายนิ้วชี้มือขวากลายเป็นสีขาวทำหน้ามุ่ย  "นี่หนูมารอตั้งชั่วโมงได้แล้วมั้ง"

"เหรอ..." ผมหันไปรอบๆ "เอางี้ เดี๋ยวพี่จะรอเป็นเพื่อนแล้วกันเนอะ เด็กๆอยู่กันเองมันอันตราย"

ว่าแล้วผมก็นั่งลง เงยหน้าขึ้น ยิ้มกว้าง แล้วก็ถาม "ว่าแต่มีอะไรกินมั่งมั้ย เนี่ย พี่ยังไม่ได้กินข้าวเลย จะไปหาอะไรกินก็กลัวว่าไม่อยู่ดูแล้วน้องๆจะเป็นอะไร" ผมแกล้งทำหน้าลำบากใจ

ได้ผล ทั้งสามคนหัวเราะออกมา แล้วเด็กผู้หญิงก็ยื่นถุงขนมที่กินค้างไว้มาให้ผม  ทีนี้ก็ประหยัดค่าข้าวได้แล้วล่ะวะ หึหึหึ


เรานั่งคุยกันสัพเพเหระ เรื่องนั่นเรื่องนี่ไปเรื่อย  เด็กทางซ้ายที่บอกผมว่าชื่อภูมิเล่าว่าหัดจุดไฟจนเป็นมาตั้งแต่เด็ก และชี้ให้ดูว่าไม้ที่จุดไฟเอามาจากเพิงก่อสร้าง  ผมมองตามไปและเห็นห้องเล็กๆที่กระกอบขึ้นจากเศษไม้และแผ่นสังกะสี ข้างๆกันนั้นมีที่ทิ้งขยะซึ่งอยู่ข้างก๊อกน้ำหลังอาคารเรียนอีกที  ภูมิเล่าเรื่องทะเล เรื่องชายหาด  ส่วนผมก็เล่าถึงไอ้ถึก ควายที่บ้านว่ามันมีลูกที่มันแอบไปเย่อควายข้างบ้านจนท้อง แต่ลูกมันดันวิ่งเร็วจนเป็นแชมป์วิ่งควายปีที่แล้วซะฉิบ  ลัก เด็กชายที่ตอนแรกดูจะไม่ไว้ใจผม เริ่มเอาไม้กลองในมือเคาะนู่นเคาะนี่เป็นจังหวะ เอ้อ... ลักมันเรียกไม้กลองนั่นว่าอะไรผมก็จำไม่ได้แล้วล่ะ ภาษาอังกฤษฟังยากๆไม่รู้เรื่อง  ผมขอให้เล่นเพลงเพราะๆให้น้องฟาร์มร้องเพลงคลอซะหน่อย และยาวไปเรื่อยจนผมลุกขึ้นเต้นสามช่า ร้องเพลงลูกทุ่งเพลงโปรดลั่นโรงเรียน

ระหว่างที่ฟาร์มกำลังเล่าถึงร่มคันที่เลือกมาเพื่อไปเที่ยวครั้งนี้โดยเฉพาะ ภูมิที่กลับมาจากล้างหน้า...ครั้งที่ 9 หรือ 10 ได้แล้ว ก็ถามผมว่าทำงานที่ไหน

"เอ้อ..." ผมไม่รู้จะเริ่มยังไง แต่เอาเถอะ บอกไปมันจะเป็นอะไร

"พี่ไม่มีงานทำหรอก"

"คือ...พี่ตกงานน่ะ โรงงานมันปิด เพิ่งโดนไล่ออกมาเมื่อบ่าย"

ฟาร์มหยุดพูดถึงใบร่มลายพลางที่ทำจากวัสดุธรรมชาติของเธอ  ลักหยุดเคาะไม้กลอง  หน้ายิ้มๆของภูมิเองก็จางลงเล็กน้อย   ทุกคนหันความสนใจมาที่ผม

"ตลกดีเนอะ ตกงานในวันแรงงานเหนี่ย" ผมหัวเราะเฮอะๆ พยายามพูดให้ตลก

"เอ๋?" ฟาร์มร้อง

"หือ?" ผมแปลกใจ

"วันแรงงานนี่ วันที่เท่าไรอะ" ฟาร์ม

"วันที่ 1 ไง" ภูมิ

"วันนี้วันที่ 1 เหรอ?" ฟาร์ม

"อือ วันที่ 1" ลัก

"ไม่ใช่วันที่ 2 เหรอ?" ฟาร์ม

"ไม่ใช่ วันที่1" ลัก

"แต่เรานัดไปเที่ยวกันวันที่ 2 นี่" ภูมิ

"วันที่ 1 สิ" ลัก

"ไม่ใช่ วันที่ 2" ฟาร์ม

"วันที่ 2 ถูกแล้ว" ภูมิ

"แต่วันนี้วันที่ 1" ลัก

"วันที่ 1" ฟาร์ม

"วันที่ 1" ภูมิ

"..."

"..."

"..."

บรรยากาศเงียบลง  เหลือแต่เสียงเปรี๊ยะของไม้แตกในกองไฟตรงกลาง  แต่ในความเงียบนั้น ผมรู้สึกเหมือนจะได้ยินเสียงความคิดของทุกคนดังออกมาเหมือนๆกันว่า

"มา.ผิด.วัน"

"..........."
"...เอาน่ะ รู้ตอนนี้ยังดีกว่ารู้ตอนเช้า" ผมส่งเสียงทำลายความเงียบในที่สุด "มาช่วยกันดับไฟ แล้วก็แยกย้ายกลับบ้านกันนะ"

"ง่า.. ก็คงต้องงั้นแล้วอะค่ะ" ฟาร์มทำหน้าเจื่อนเหมือนกับตอนที่บอกว่าร้องเพราะไฟลวกนิ้ว "งั้นหนูไปตักน้ำให้นะคะ"

ว่าแล้วฟาร์มก็ลุกเดินออกไป  จนเมื่อฟาร์มหิ้วถังน้ำกลับมาได้ครึ่งทางนั่นล่ะ ภูมิถึงได้สติแล้วบอกว่า "ไม่ต้องใช้น้ำหรอก กองไฟเนี่ยเอาไม้เขี่ยๆให้มันกระจายๆแล้วเอาดินกลบก็พอแล้ว"

ภูมิฉวยแท่งไม้ข้างตัวมาจะทำอย่างที่พูด  หือ ไอ้แท่งไม้นั่นมันคุ้นๆ..

"ชไนเด้อออออ!!!"

ลักตะโกนเสียงหลงทำเอาทุกคนสะดุ้ง

"นะ นั่นมันชไนเดอร์" จริงด้วย ในมือภูมิคือไม้กลองของลักที่เกือบจะกลายเป็นฟืนซะแล้ว  ลักฉวยแท่งอะไรซักอย่างแถวนั้นเอาสลับกับไม้กลองในมือภูมิอย่างรวดเร็ว

"แฮะๆๆ ขอโทษ" ภูมิหัวเราะร่า แหย่แท่งในมือลงกลางกองไฟ

พรึ่บ!

"เฮ้ย!"

"อ๊ายยยยยย โร้มมมมมมมมมมม เอามานะ เอามา กรี๊ด! ไฟๆๆๆๆ เอี๊ยยยย อะง้าาาาาาาาาาา"

เคร้ง ซ่า

ฟาร์มร้องเสียงหลงกว่าลักเมื่อกี๊อีก  เธอวิ่งเข้ามาฉวยร่มจากมือภูมิ  แล้วก็นึกได้ว่าตอนนี้มันกลายเป็นคบไฟไปแล้ว  ถังน้ำที่อยู่ในมือฟาร์มเมื่อกี๊ลอยชิ้วลงครอบหัวภูมิพอดียังกับเล็งไว้  ฟาร์มที่ควบคุมตัวเองไม่อยู่วิ่งวนไปมาในสนามร้องไม่เป็นภาษา ในมือยังถือคบเพลิงโอลิมปิก

"โยนทิ้งสิ! ฟาร์ม! โยนทิ้งไปเลย! ตรงไหนก็ได้! โยนทิ้ง!" ผมตะโกน พยายามวิ่งไปดักหน้าเธอ

ฟาร์มโยนร่มที่ยังไฟลุกโชนลงพื้น กระโดดถอยห่างออกมา

ทันใด ไฟจากคบเพลิงลามลงพื้นแล้วพุ่งออกไปเป็นสาย  ของเหลือจากการก่อสร้างที่ไม่ได้ทิ้งให้เรียบร้อยหรืออะไรซักอย่างนองอยู่บนพื้น  ก่อนที่ผมจะได้คิดถึงสาเหตุพวกนั้นก็มีเสียงพรึบดังสนั่นพร้อมกับเปลวเพลิงขนาดใหญ่เท่าโอ่งพวยพุ่งขึ้นฟ้า

"ไอ้สัดเอ๊ย!" ผมพุ่งเข้าไปอุ้มฟาร์มออกมา  โชคยังดีที่เธออยู่ไม่ใกล้กองเพลิงนั่นมาก

ผมวิ่งกลับมาที่นั่งเดิมของเรา  ลักยืนตาค้างทำอะไรไม่ถูก  ภูมิ! ภูมิอยู่ไหน!? ผมหมุนไปรอบตัวอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเห็นภูมิที่ถอดถังน้ำออกจากหัวไม่ได้ร้องอื๊ออ๊า เดินไม่เป็นทางไปใกล้กองเพลิงที่แรงขึ้นอย่างรวดเร็ว

แม่เอ๊ย! ผมปล่อยฟาร์มลงพื้น วิ่งเข้ารวบขาภูมิอย่างแรงจนเราล้มกลิ้งไปด้วยกัน  ภูมิที่ตัวควายกว่าไอ้ถึกยังดิ้นไม่หยุดทำให้ผมตัดสินใจดึงถังน้ำออกจากหัวภูมิก่อนจะลากกลับไปถึงที่ๆทุกคนอยู่

สื่งแรกที่ภูมิที่ยังไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นได้เห็นคือกองเพลิงขนาดใหญ่กว่าห้องส้วมจากระยะห่างราว 15 เมตร  ภูมิตัวแข็ง นิ่งอยู่อย่างนั้น  ผมจึงต้องออกแรงมากขึ้นไปอีกในการลากภูมิกลับออกมา

"ภูมิ! ภูมิ! ได้ยินพี่มั้ย! ภูมิ!" ผมเขย่าตัวภูมิอย่างแรงจนหัวภูมิโยกหงึกๆ

"ฮะ ฮะ! ครับ! ผม ผมไม่เป็นไรครับ" ภูมิตอบตะกุกตะกัก เสียงยังสั่นอยู่ แต่ก็ทำให้ทุกคนใจชื้นขึ้นที่ได้ยิน

ผมหันกลับไปมองที่ทิ้งขยะที่กลายเป็นกองเพลิงไปทั้งกองแล้ว  แสงสีแดงส้มสะบัดวูบไปทั่วบริเวณด้วยลมระหว่างอาคารที่มีทิศทางไม่แน่นอน  ส่องให้เห็นควันไฟสีดำที่ม้วนตัวหายไปในท้องฟ้าอย่างต่อเนื่อง

"ฟาร์ม โทรหาตำรวจที  ลัก ภูมิ ไหวมั้ย? ช่วยพี่หน่อย"

"คะ ครับ พี่จะทำอะไรเหรอครับ" ลักตอบกลับมาคนเดียว  อีกสองคนคงยังไม่หายตกใจ แต่ผมไม่มีเวลามาปลอบใจแล้ว

"เราต้องดับไฟ หรืออย่างน้อยก็ต้องกันไม่ให้ไฟลามไปไหม้ห้องเรียน" เสียงผมเครียด  ผมไม่อยากให้เด็กต้องไปเสี่ยง แต่งานนี้ยิ่งหลายคนยิ่งดี

"สายยางเก็บไว้ที่ไหน เอามาให้พี่เร็ว"

"ใต้ก๊อกน้ำนั่นจะมีอยู่เส้นนึงครับ" คราวนี้คนที่ตอบคือภูมิ เสียงของภูมิทำให้รู้ว่าสติเขากลับมาเกือบสมบูรณ์แล้ว

"งั้นพี่จะถือเอง  ภูมิช่วยจับก๊อกน้ำไว้ไม่ให้สายยางหลุดนะ  ลักช่วยรองน้ำใส่ถังแล้วคอยส่งให้พี่ก็แล้วกัน พี่จะเป็นคนสาดน้ำเอง" ผมไม่กล้าให้ภูมิเข้าใกล้ไฟอีก  ลักเองก็ดูไม่คุ้นกับไฟเท่าไร

โชคดีที่ก๊อกน้ำอยู่ห่างจากที่ทิ้งขยะพอสมควร  มีสายยางอยู่เส้นนึงจริงๆ  โชคดีอีกนั่นล่ะที่สายยางยาวมากพอที่ผมจะเข้าไปฉีดน้ำได้ใกล้ๆ

ไม่นาน ไฟก็มอดลงไปมาก  เพิงก่อสร้างที่อยู่เยื้องออกไปเริ่มจะติดไฟบ้างแล้ว  แต่เรื่องนั้นไว้ทีหลัง จากเพิงนั่นไฟไม่มีที่ให้ลามไปต่อ  เศษไม้จากเพิงเริ่มแตกส่งเสียงเป๊าะเปรี๊ยะ  ผมได้ยินเสียงลักพึมพำอะไรอยู่คนเดียว

"ในตำนานของจีนมีเรื่องเล่าที่กล่าวถึง พิณหางไหม้..."

"ปราชญ์คนหนึ่งได้ืยินเสียงไม้ที่เผาทำฟืนแตกออกมาเป็นเสียง
ไพเราะราวกับแก้ว ไม้ที่ไหม้ไปส่วนนึงนั้นกลายมาเป็นเครื่องดนตรีที่มีเสียงดั่งดนตรีของเทพคนธรรณ์แห่งสรวงสวรรค์..."

ระหว่างที่พูดอยู่นั้น ลักเดินเหม่อลอยไปยังเพิงที่ไฟโหมแรงขึ้นทุกที

"เฮ้ย! ลัก! ทำอะไร!"

ผมกระโจนออกวิ่ง แต่กลับสะดุดล้มลง ขาผมไปพันเข้ากับสายยางที่ม้วนกองอยู่ข้างเท้า  ลักเดินเข้าไปใกล้เพิงมากขึ้นทุกที  ผมสะบัดขาอย่างแรง แต่สายยางกลับพันแน่นเข้า

"ภูมิ! เร็ว! จับลักไว้!" ผมตะโกนเรียกภูมิ ใจเต้นระรัว  แต่เมื่อหันไปดูภูมิใจผมกลับเต้นรัวได้มากขึ้นอีก  ภูมินิ่งไปอีกแล้ว  สายยางหลุดออกจากก๊อกเพราะผมดึงแรงเกินไป  ตอนนี้ภูมิยืนแข็งทื่ออยู่กลางน้ำพุ

ผมหันกลับไป  ลักยื่นมือไปข้างหน้า ตาจ้องมองอยู่กับไม้ท่อนหนึ่ง  ผมสะบัดขาแรงขึ้นอีก และคะมำลงอีกครั้ง  ฟาร์มร้องกรี๊ด  ผมยกตัวขึ้น รู้สึกว่ามือกำอะไรบางอย่างเอาไว้  อะไรก็ไม่รู้ล่ะโว้ย  ผมขว้างของในมือไปทางลักที่อยู่ห่างเพิงไม่ถึงเมตร

ป้าบ---บ

ได้ผล บูตยางเบี้ยวๆกระแทกเข้ากระพุ้งแก้มลักอย่างจัง  ลักเซล้มลงในทางตรงข้าม นอนลงกับพื้น

ผมหันมาค่อยๆแกะสายยางออกจากเท้า  แต่เสียงกรี๊ดที่ดังขึ้นอีกครั้งของฟาร์มทำให้ผมสะบัดหัวกลับไปทางลัก

เพิงพังลงมาแล้ว ไม้กระดานติดไฟร่วงลงมาใส่ลักที่ยังนอนมึนอยู่  ผมกระโจนสุดแรง รองเท้าหลุดไปพร้อมกับสายยาง  ผมโดดไปขวางระหว่างร่างลักกับไม้กระดาน มือป้องหัวตัวเองไว้

"อ่ากกกกก!!!"

ผมคำรามลอดไรฟันเมื่อโดนของตกทับกับโดนไฟลวกไปพร้อมๆกัน  ผมกอดลักไว้ กลิ้งออกมาให้ห่างจากเพิงมากที่สุด  ภูมิกับฟาร์มวิ่งเข้ามาหาเราทันที ทั้งสองคนร้องเรียกชื่อเราสลับไปมา

"พี่ พี่ พี่เป็นไรมั้ย ลัก ลัก"

"พี่คะ ลัก ลัก พี่คะ"

ผมลุกขึ้นนั่ง สำรวจร่างกายตัวเอง  แขนซ้ายแสบแปรบ มีรอยเขม่าดำพาดติด แต่ที่เหลือไม่น่าจะเป็นอะไร  ผมจึงหันไปถามลักที่สำรวจร่างกายตัวเองอยู่เหมือนกัน

"เป็นไง"

"...เจ็บแก้มครับ" ลักตอบสั้นๆ  ทุกคนเลยได้หัวเราะออกมาอย่างผ่อนคลาย

"เอาล่ะ พวกเราไม่ต้องทำไรแล้วนะ ที่เหลือพี่จัดการเอง" ผมไม่กล้าให้ใครไปเสื่ยงอีก  คราวนี้โชคดีที่ลักไม่เป็นอะไร ส่วนแขนผมที่โดนไฟลวกก็สมควรแล้วกับการที่ให้เด็กมาเสี่ยงกับเล่นกับไฟแบบนี้

"ผมยังโอเคครับ ยังช่วยได้" ลักละล่ำละลักตอบ

"ผมก็ยังไหวครับ" ภูมิยืดอกตอบ

"เอาน่า เชื่อพี่ เหลือนิดเดียวเดี๋ยวพี่ทำเอง" ผมโบกมือไล่ ลุกไปหยิบสายยาง

ครู่เดียวไฟก็มอดลงเกือบหมด เหลือแค่ไฟที่ยังคุกรุ่นอยู่ใต้กองขยะเท่านั้น  ผมหยิบเอาก้านร่มที่โครงหลุดหมดแล้วมาเขี่ยตรงขอบๆ  พร้อมกับหันไปมองเด็กทั้งสามที่นั่งดูอยู่  ผมดูนาฬิกา มันไม่เดิน เข็มขี้บอกเวลาสามทุ่มกว่า  ผมเดินไปทางพวกเด็กๆ

"เอ้า หมดเรื่อง กลับบ้านกันได้แล้ว"

"เอ๋?" ทั้งสามคนร้องพร้อมกัน

"บอกให้กลับบ้านไง ไฟดับหมดแล้ว ไม่มีไรให้ทำแล้ว  เรื่องเที่ยวดอยพรุ่งนี้ค่อยมาใหม่"

"ไม่ใช่ครับ คือ..." ลักอึกอักก่อนจะพูดออกมา "เราทำไฟไหม้นะครับ"

"พี่ทำต่างหาก" ผมสวน เด็กทั้งสามยิ่งทำหน้างงเข้าไปใหญ่

"พี่แอบเข้ามาในโรงเรียนตอนกลางคืน แอบก่อไฟ แล้วเผลอทำไฟไหม้ที่ทิ้งขยะ" ผมพูดเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา "ส่วนเรา พอรู้ว่ามาผิดวันตอนสองทุ่มก็พากันกลับไป แล้วเผลอเที่ยวจนลืมเวลา จนกลับดึก"

"พี่กับพวกเราไม่เคยเจอกัน เข้าใจรึยัง" ผมรวบยอด

ทั้งสามนั่งอึ่งอยู่พักนึง

"แต่ว่าพี่จะโดนจับนะครับ" ภูมิทำหน้ายุ่ง "อาจโดนเข้าคุกด้วย"

"เรื่องเล็ก เรื่องแค่นี้โดนฝากขังไม่กี่วันหรอก" ผมตอบยิ้มๆ "แล้วพี่ก็ตกงานด้วย มีข้าวหลวงกินฟรีสักพักก็ดีเหมือนกัน"

"พี่หนีไปก็ได้ ไม่มีใครรู้หรอกว่าใครทำ" ฟาร์มพูดเสียงอ่อยๆ

"ทำงั้นคนที่จะโดนสงสัยก็กลายเป็นพวกเราน่ะสิ  มันต้องมีคนรับไปคนนึง พี่ทำแบบนี้พวกเราก็จะรอด" ผมยังยิ้มอยู่ "อีกอย่างถ้าจับใครไม่ได้ ที่จะไปเที่ยวกันน่ะอดแน่  อาจารย์เค้าไม่ยอมให้ไปหรอก"

ผมคิดอย่างที่พูดจริงๆ  ผมต้องรับผิดชอบเพราะคนที่ทำให้เกิดเรื่องคือผม  ถ้าผมไม่เข้ามาในโรงเรียนเด็กพวกนี้ก็คงแค่รู้ตัวช้าแล้วกลับบ้านดึกจริงๆ  ไม่ต้องข้าวของเสียหาย เสียขวัญและเจ็บตัวแบบนี้ คนนึงเกือบจะบาดเจ็บหนักด้วยซ้ำ  ผมชดเชยให้พวกเขาได้แค่นี้

"เอ้า รีบๆไป เดี๋ยวตำรวจมาก่อนแผนก็แตกกันพอดี" ผมไล่

เงียบ เด็กทั้งสามนั่งเงียบไม่พูดอะไรเลย  พวกเขามองกันไปมาอย่างจนปัญญา  สุดท้าย ฟาร์มก็หันไปค้นกระเป๋า และหยิบของอย่างนึงยื่นมาให้ผม

"เอาไว้ทาตรงที่โดนลวกนะคะ" ยาสีฟันน่ะเอง "ขอบคุณมากค่ะ"

ลักลุกขึ้น เดินไปนั่งตรงหน้าเพิงที่ไฟดับสนิทแล้ว  และหยิบเศษไม้มา 3-4 อัน  "ขอบคุณมากครับ" ลักพูดก่อนจะหยิบกระเป๋าขึ้นพาดบ่า

ภูมิลุกเป็นคนสุดท้าย หยิบกระเป๋า ก่อนจะหันมาถามผมว่า

"พี่ชื่ออะไรครับ"

"พี่ชื่อยอด"

"ขอบคุณครับ พี่ยอด"



เมื่อนึกมาถึงตรงนี้ชายหนุ่มก็ยิ้ม  ตกงานมันก็ไม่ได้แย่อะไรมากมายนักหรอก  เดี๋ยวตำรวจก็จะมา  เขาอาจติดคุกซักอาทิตย์นึง หรือเดือนนึง  เมื่อจบเรื่องเขาก็จะได้ไปหางานใหม่  หรือเขาอาจขออยู่คุกต่ออีกหน่อยจนกว่าจะฝึกงานอาชีพจบก็ได้  ถึงจะไม่มีเงินส่งไปที่บ้านก็ไม่เป็นไร  เขาเชื่อว่ายาย แม่กับน้องจะเข้าใจในสิ่งที่เขาทำในวันนี้  และอันที่จริง เงินที่ส่งไปเดือนละพันเดียวมันก็ช่วยอะไรไม่ได้มากอยู่แล้ว

มีบางอย่างที่ชายหนุ่มไม่รู้เกี่ยวกับเรื่องที่เกิดในคืนนี้  หนึ่งก็คือเด็กหญิงที่ไม่เก่งเทคโนโลยีที่กำลังลนลานคนนั้นไม่ได้แจ้งตำรวจ  ทำให้เขาต้องรอไปเรื่อยๆ จนอาจได้สารภาพเรื่องในคืนนี้กับอาจารย์เวรตอนเช้าแทน

อีกเรื่องก็คือ หลังหน้าต่างในอาคาร เบื้องหน้าห้องที่ของตกแต่งภายในดูมีราคาที่สุดในโรงเรียน ชายคนหนึ่งยืนดูเขากับพวกเด็กๆอยู่  แม้จะกลับเข้าห้องไปนอนพักบ้าง แต่เขาก็ตื่นมาดูเป็นระยะ  ป้ายไม้แกะสลักเหนือประตูห้องนั้นเขียนไว้ว่า "ผู้อำนวยการ"

นาฬิกาในห้องส่งเสียงปลุก  หน้าปัดบอกเวลา 6 นาฬิกา  ชายคนนั้นปิดประตูห้อง เดินออกมาจากอาคาร และตรงไปหาชายหนุ่มจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ยังคงนั่งเขี่ยกองขี้เถ้าขาวอยู่